< ย้อนกลับ

AI ช่วยเพิ่ม GDP และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร?

วันที่: 30 กันยายน 2021 (ความยาว: 4 นาที)

สรุป

•AI สามารถเพิ่ม GDP ของโลกได้มากถึง 3.1% – 4.4% ในขณะที่ลดการปล่อยก๊าซเลือนกระจก (GHG) ลงประมาณ 1.5% – 4.0% ภายในปี 2030

•การประยุกต์ใช้ AI ในด้านพลังงานและการขนส่ง มีผลต่อการลดการปล่อย GHG มากที่สุด ในอัตรา -2.2% และ -1.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมน้ำและการเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง


AI และความยั่งยืน (Sustainability )เป็นสองเมกะเทรนด์ระดับโลกที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น นำมาซึ่งความกังวลมว่าเทคโนโลยีนี้จะส่งผลกระทบต่อสังคมของเราในอนาคตอย่างไร บริษัท Microsoft ร่วมกับ PwC จึงได้ทำการศึกษาเพื่อตอบคำถามนี้ พวกเขาวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ AI จะสามารถมอบให้สำหรับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงปี 2030 โดยการวิจัยนี้อิงจากฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน AI ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 150 รายการ โดยมุ่งเน้นไปที่สี่อุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรกรรม น้ำ พลังงาน และการขนส่ง จากการวิจัยพบว่า AI สามารถขับเคลื่อน GDP โลกได้ 3.1% – 4.4% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่สามารถลดการปล่อย GHG ได้ประมาณ 1.5% – 4.0% ในบทความนี้ เราจะสรุปกรณีการใช้งานและผลกระทบในแต่ละอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมการเกษตร

AI ในอุตสาหกรรมการเกษตรมีศักยภาพในการเพิ่ม GDP โลกได้ 0.2% – 0.3% ในขณะที่ลดการปล่อย GHG ได้มากถึง 0.1% – 0.3% ภายในปี 2030

ผลกระทบต่อ GDP ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากการที่ AI ช่วยให้เกษตรกรตรวจสอบสภาพแวดล้อมและเครื่องมือได้อย่างแม่นยำ การตรวจสอบที่แม่นยำนี้จะสามารถช่วยให้ประหยัดต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต เช่น ปุ๋ยและน้ำ เป็นการลดความสิ้นเปลืองและของเสียจากกระบวนการผลิต การลดฐานต้นทุนและการเพิ่มผลผลิตนั้นคาดว่าจะช่วยเพิ่มการผลิตทางการเกษตรและช่วยต่อสู้กับสภาวะขาดแคลนอาหาร สิ่งนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากจำนวนประชากรที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้อาจเกิดการขาดแคลนของทรัพยากร

อุตสาหกรรมพลังงาน

บทบาทของ AI ในภาคพลังงานคาดว่าจะสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจสูงสุด และจะทำให้ GDP โลกเติบโตมากถึง 1.6% – 2.2% เลยทีเดียว สิ่งสำคัญที่ช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจสอบการใช้พลังงานได้อย่างชาญฉลาดและการประสานงานขงโครงข่ายพลังงาน การทำให้ราคาพลังงานตอบสนองต่อสัญญาณของตลาดแบบเรียลไทม์ AI จึงมีศักยภาพสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า ไม่เพียงแต่ในภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในครัวเรือนและรัฐบาลด้วย ยิ่งไปกว่านั้น โครงข่ายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์กลางสามารถปรับปรุงกระบวนการส่งและจ่ายกำลังไฟฟ้า ส่งผลให้ผลผลิตในภาคส่วนนี้สูงขึ้น นอกจากนี้การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าขาดโครงข่ายท้องถิ่นและเทคโนโลยีของ AI ที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่นซึ่งปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการลดปริมาณการใช้พลังงานถ่านหินและมุ่งไปสู่แหล่งพลังงานที่ลดคาร์บอนไดออกไซด์

อุตสาหกรรมการขนส่ง

ผลกระทบของ AI ต่ออุตสาหกรรมขนส่งในแง่ของ GDP อยู่ที่ 1.2% – 1.8% และ +0.3% ถึง -1.7% ในแง่ของผลกระทบต่อการปล่อย GHG

ผลกระทบที่ขับเคลื่อน GDP หลักๆแล้วมาจากรถยนต์ไร้คนขับ การขนส่งอัตโนมัติ และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร การใช้รถยนต์ไร้คนขับช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมากในแง่ของแรงงานและทุน การควบคุมการจราจรที่ดีขึ้นผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสำหรับยานพาหนะ เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ พวกเขาจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่และส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานพาหนะร่วมกัน (ridesharing) การสนับสนุนนี้จะต้องต้องให้มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานผ่านการนำทางอัจฉริยะและการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุผลในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม

อุตสาหกรรมน้ำ

ในขณะที่อุตสาหกรรมน้ำและ AI  มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อ GDP โลก (0.04% – 0.2%) และผลกระทบเล็กน้อยต่อการปล่อย GHG แต่คาดว่าสิ่งเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพของโลกของเราเช่นเดียวกับมนุษย์

ลำพังเพียงเทคโนโลยี AI ไม่สามารถทำให้เราบรรลุประโยชน์เหล่านั้นได้ แต่ยังต้องการเทคโนโลยีเสริมที่หลากหลายอีกด้วย การมีเทคโนโลยีท่าที่ถคาดการณ์และตรวจสอบความต้องการน้ำได้ จะสามารถลดการใช้ไฟฟ้า และทำให้สามารถลดการปล่อยมลพิษได้ ตัวอย่างเช่น การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ สามารถลดการสูญเสียน้ำจากการรั่วไหลได้ แต่จะต้องใช้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและเชื่อมต่อกับ IoT เพื่อป้อนข้อมูลแบบไดนามิก นอกจากนี้ ภาคส่วนนี้มีศักยภาพที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ด้านผลิตภาพแรงงาน เนื่องจากเทคโนโลยี AI สามารถทำให้กระบวนการผลิตในแต่ละวันเป็นไปโดยอัตโนมัติ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตเฉพาะ เช่น ท่อ โดยจะทำผ่านเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำแบบเรียลไทม์ได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีทำให้เรามีโอกาสที่จะตอบสนองต่อวิกฤติได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าขึ้นเดิม แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ก็เป็นเพียงเครื่องมือ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระทำของเรานั่นเอง


อ่านรีพอร์ทฉบับเต็ม

https://www.pwc.co.uk/sustainability-climate-change/assets/pdf/how-ai-can-enable-a-sustainable-future.pdf