< ย้อนกลับ

5 เหตุผลที่ทำไม “ความยั่งยืน” ควรเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในปี 2564

วันที่: 03 มิถุนายน 2021 (ความยาว: 6 นาที)

สรุป

  • สร้างภาพลักษณ์ที่เป็นบวกต่อองค์กรและเพิ่มความแข็งแกร่งของความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กร (Competitive Advantage)

  • ผู้บริโภคต้องการให้แบรนด์ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  • สิ่งที่มาพร้อมกับการปรับใช้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน คือ ความโปร่งใส จะทำให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้

  • ไม่เพียงแต่ผู้บริโภคที่ต้องการให้แบรนด์ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม คนเก่งๆ ก็ต้องการเข้าทำงานในบริษัทแบบนั้นเช่นกัน

  • ช่วยให้บริษัทเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

“ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่อีกต่อไป คุณอาจจะเคยได้ยินคำๆนี้จากการฟังการบรรยายหรือบังเอิญอ่านเจอจากที่ใดซักแห่ง แต่หากคุณยังรู้สึกว่าสิ่งนี้มันยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปสำหรับคุณ นี่คือ 5 เหตุผลว่าทำไมคุณควรเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตั้งแต่วันนี้

คำว่า “ความยั่งยืน” มีที่มาจากการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน โดยที่ไม่ทำให้ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลังลดน้อยลง โดยจะแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักแห่งความยั่งยืน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคม

1. ภาพลักษณ์ที่เป็นบวกต่อแบรนด์และความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กร

ในโลกปัจจุบัน ทุกองค์กร ทุกบริษัท ทุกแบรนด์ ต่างก็แข่งขันกันอยู่ในโลกของความเป็น consumer-centric ดังนั้นการที่คุณยิ่งเข้าใจลูกค้ามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้แบรนด์คุณสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ง่ายขึ้น จากผลสำรวจประชากรสหรัฐอเมริกาของ Nielson พบว่า75% ของประชากรกลุ่ม millennials มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 53% เลือกที่จะซื้อสินค้าที่รักษ์โลกถึงแม้จะไม่ใช่แบรนด์ที่เคยใช้ก็ตาม ในขณะที่รายงานจากประชากรเอเชียกว่า 9,000 คนพบว่า 75% ของกลุ่มศึกษามีแรงจูงใจที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีต้นทุนและความสะดวกที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

2. ผู้บริโภคต้องการให้แบรนด์ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อประชากรกลุ่ม millennials และ generation Z เพิ่มขึ้น เทรนด์ด้านการสนับสนุนสินค้าที่เกี่ยวกับความยั่งยืนจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จากการศึกษาของ Nielson พบว่าผู้บริโภคกว่า 66% มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และกว่า 81% ของผู้บริโภคจากทั่วโลก รู้สึกว่าแบรนด์ควรมีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ถึงแม้แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจะเกี่ยวข้องกับทั้ง 3 เสาหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม เป็นด้านที่สำคัญที่สุด

3. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

สิ่งที่มาพร้อมกับการปรับใช้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน คือ ความโปร่งใสในทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร ดังนั้นคุณจึงสามารถติดตามการสูญเสียที่ไม่จำเป็นและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด จากรายงานของ McKinsey พบว่า การที่ผู้บริหารนำกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนไปปรับใช้ในองค์กร สามารถลดต้นทุนในการบริหารจัดการได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถเพิ่มกำไรได้มากถึง 60%

4. ดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะความสามารถเข้าองค์กร

ภาพลักษณ์ขององค์กรไม่ได้มีผลต่อลูกค้าเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรด้วยเช่นกัน ผลการสำรวจประชากร 1,000 คนที่ทำงานในบริษัทใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเผยว่ากว่า 40% ของประชากรกลุ่ม millennials เลือกที่จะเข้าทำงานในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และประชากรกลุ่มนี้กำลังจะกลายเป็นกลุ่มแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้นคุณอาจจะสูญเสียโอกาสในการจ้างงานบุคคลที่มีความสามารถก็เป็นได้

5. สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

ในขณะที่ผู้นำบางคนมองว่าความยั่งยืนเป็นข้อจำกัด แต่ผู้นำบางคนกลับมองว่าสิ่งนี้จะนำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆได้ การยึดมั่นในหลักการนี้จะทำให้องค์กรสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ๆได้ และยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้จุดยืนของแบรนด์ในตลาดปัจจุบันได้อีกด้วย ในประเทศจีนมีไอเดียและธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวันเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งคาดว่าธุรกิจเหล่านี้จะมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 ในขณะที่ฝั่งยุโรป หนึ่งในปัญหาสำคัญคือการรีบแก้ไขกระบวนการผลิตอาหารเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยและการลดปริมาณขยะอาหาร ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สามารถเพิ่มการจ้างงานกว่า 200 ล้านงานภายในปี 2050 และมูลค่าทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.8 ล้านล้านยูโร ภายในปี 2030 อีกด้วย

ที่เอสซีจี เราให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ต้องมาจากความร่วมมือของทุกคน คุณพร้อมหรือยังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://scginternational.com/