< ย้อนกลับ

3 เหตุผลทำไมบริษัทถึงล้มเหลวเรื่องความยั่งยืน (พร้อมวิธีแก้ไข)

วันที่: 08 มิถุนายน 2021 (ความยาว: 6 นาที)

สรุป 3 เหตุผลหลักที่บริษัทล้มเหลวเมื่อนำการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้ในองค์กร

1).ผู้บริหารยังเข้าใจผิดในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังคิดว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน คือการทำ CSR เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น เป็นสิ่งที่มองในระยะยาวกว่ามาก จะต้องประสานแนวคิดของทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ไปอยู่ในการดำเนินกิจการขององค์กร

2).ขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องระหว่างความยั่งยืนและกิจกรรมของธุรกิจ

3).องค์กรไม่สามารถจูงใจให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ความยั่งยืนยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน หลายๆองค์กร กำลังพบว่าตนเองได้รับแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม ซึ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น หลายบริษัทก็ประสบความสำเร็จแต่หลายบริษัทก็ล้มเหลวเช่นกัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสาเหตุที่บริษัทต่างๆ ล้มเหลวในด้านความยั่งยืน และเพื่อแนวทางว่าบริษัทควรจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร


#1 ความเข้าใจผิดของผู้บริหารที่มีต่อความยั่งยืน

มีความเข้าใจผิดที่สำคัญในหมู่ผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืน ประการแรก คือ ผู้บริหารหลายคนคิดว่าความยั่งยืนเท่ากับการทำ CSR ซึ่งเน้นไปที่การบริจาคเพื่อการกุศลหรือการเป็นอาสาสมัคร ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งสองคำนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย CSR เป็นรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมระยะสั้นหรือโครงการ โดยส่วนใหญ่ กิจกรรมหรือโครงการเหล่านี้จะไม่สอดคล้องกับธุรกิจหลัก และเมื่อไม่สอดคล้องกับธุรกิจหลักแล้วผู้บริหารจึงไม่ได้สนใจโครงการดังกล่าวมากนัก และสุดท้ายก็กลายเป็นภาระขององค์กร ในขณะที่ความยั่งยืนเป็นกิจกรรมระยะยาว เป็นการรวมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจเข้ากับการดำเนินงานขององค์กร เช่น การลดของเสีย การควบคุมห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาตลาดใหม่ การสร้างแบรนด์ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้บริหารยังต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างองค์กร และกระบวนการ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์อีกด้วย ประการที่สอง ผู้บริหารหลายคนคิดว่าความยั่งยืนไม่ก่อให้เกิดผลกำไร ในความเป็นจริง บริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาวจะทำกำไรได้มากกว่า ในปี 2018 Bank of America Merrill Lynch พบว่าบริษัทที่มีสถิติ ESG ดีกว่าบริษัทคู่แข่ง จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นหุ้นคุณภาพสูง บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องหาวิธีการบูรณาการความยั่งยืนให้เข้ากับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

#2 ขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจน

ผู้บริหารบางคนไม่มีกลยุทธ์หรือแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพียงพอ ความเชื่อมโยงระหว่างความยั่งยืนกับธุรกิจนั้นสามารถเห็นได้จากวิธีที่บริษัทต่างๆ ตีโจทย์เรื่องของความยั่งยืนว่าอย่างไร ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่กังวลกับการบรรลุเป้าหมายระยะสั้น เช่น การลดการใช้พลังงานอย่างเร่งด่วน แต่กลับไม่ได้มีวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่าองค์กรจะจัดการกับประเด็นด้านความยั่งยืนในระยะที่ยาวขึ้นได้อย่างไร ขั้นตอนแรกคือการออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสม และนำกลยุทธ์นี้มาเป็นแนวทางในการตัดสินใจของผู้บริหาร นโยบายของบริษัท และการดำเนินธุรกิจต่อไป แล้วบริษัทจะกำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนให้ชัดเจนได้อย่างไร? หลักของกลยุทธ์ความยั่งยืนขององค์กรคือการระบุเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจน คุณสามารถระบุเป้าหมายทางธุรกิจที่คุณต้องการทำให้สำเร็จก่อน จากนั้นจึงกำหนดกรอบความยั่งยืนเป็นเป้าหมายและกลยุทธ์ที่คุณต้องการทำให้สำเร็จในห้า หรือสิบปีข้างหน้า และเมื่อกำหนดกลยุทธ์เสร็จแล้ว สิ่งสำคัญคือผู้บริหารและพนักงานแผนกแต่ละฝ่ายจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจร่วมกันอย่างชัดเจนว่ากระบวนการของพวกเขาส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาทราบว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหรือ เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหากันแน่

#3 บริษัทไม่สามารถจูงใจพนักงานได้

หลายบริษัทล้มเหลวเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขามีรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืน ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับความยั่งยืนคือการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมที่หยั่งรากลึกในโครงสร้าง แนวทางปฏิบัติ และขั้นตอนทั้งหมดของบริษัท การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเป็นความพยายามที่ท้าทายและมีราคาแพง นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ธุรกิจจำนวนมากไม่พร้อมที่จะรับมือ ด้วยเหตุนี้จึงมักถูกมองข้าม เราได้สรุปวิธีที่ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายจากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คนต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวได้ค้นพบ 7 วิธีในการกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งมีดังนี้

1.ให้พวกเขามีความรู้ที่ถูกต้อง: พนักงานของคุณต้องการที่จะรู้ว่าทำไมการกระทำของเขาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและวิธีการที่จะทำมัน ผู้คนมักลังเลที่จะทำบางสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้นการได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยวิธีเล็กๆ น้อยๆ สามารถทำให้พวกเขาเปิดใจยอมรับ เช่น โครงการนำร่องระยะสั้น เพื่อค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นต้น

2.ช่วยพวกเขาประมวลผลข้อมูล:  มนุษย์มักจะถูกดึงดูดด้วยเรื่องราวมากกว่าคำพูดที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถทำให้หัวข้อหรือปัญหาบางอย่างเข้าใจง่ายและน่าดึงดูดมากขึ้นโดยใช้เรื่องราว

3.ใช้ความเป็นผู้นำให้เป็นประโยชน์: ผู้คนจะมองไปที่การกระทำของผู้นำของพวกเขา ถ้าคนที่พวกเขาเคารพมีพฤติกรรมอย่างไร พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามพฤติกรรมเหล่านั้น

4.ทำให้การกระทำเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน:  ผู้คนมักจะทำสิ่งต่าง ๆ หากพวกเขาสนุกกับมัน ซึ่งอาจหมายถึงการเสนอรางวัลสำหรับการกระทำบางอย่างหรือทำให้การกระทำนั้นง่ายที่สุด

5.อนุญาตให้มีส่วนร่วม: บริษัทต้องส่งเสริมให้พนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม  และช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่างานประจำวันของพวกเขาเชื่อมโยงกับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร

6.ละอย่าง: เพื่อไม่ให้พนักงานรู้สึกถูกกดดันและมองว่ากิจกรรมดังกล่าวเยอะเกินไป จนส่งผลให้เค้าไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำอยู่ประจำได้

7.ตั้งรางวัล: วิธีที่ยอดเยี่ยมในการทำให้ผู้คนก้าวไปข้างหน้าคือการเสนอรางวัลให้เมื่อพวกเขาเมื่อพวกเขาบรรลุเป้าหมายบางอย่าง อาจเป็นรางวัลที่จับต้องได้ เช่น โบนัส หรือรางวัลที่จับต้องไม่ได้ เช่น รอยยิ้มและการกล่าวชื่นชมจากผู้นำระดับสูงขององค์กร

โดยสรุปแล้ว การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จในการดำเนินการและรักษากลยุทธ์ความยั่งยืนได้นั้น ควรเริ่มต้นด้วยฝ่ายบริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อ “ความยั่งยืน” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการที่ทุกฝ่ายจะต้องเชื่อว่าความยั่งยืนไม่เพียงส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังนำคุณค่าและประโยชน์มาสู่ธุรกิจหลักได้อีกด้วย และเมื่อพวกเขามีความเชื่อที่ถูกต้องต่อ “ความยั่งยืน” สิ่งนี้จะถูกสะท้อนอยู่ในเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด “พนักงาน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทั้งหมด พวกเขาจะเป็นกลุ่มคนที่แปลงให้กลยุทธ์กลายมาเป็นความจริง


แหล่งข้อมูล:

https://www.weforum.org/agenda/2020/01/sustainability-profitability-co-exist/https://www.nbs.net/articles/how-to-motivate-people-toward-sustainability