< ย้อนกลับ

เมื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นข้อบังคับที่ทุกองค์กรต้องทำ

วันที่: 16 กรกฎาคม 2021 (ความยาว: 5 นาที)

สรุป

•ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองเพียงผลกำไรหรือข้อมูลทางด้านตัวเลขเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ESG มากขึ้น เพราะพวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวและจะสามารถสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของตัวเงินได้ในอนาคต

•ผู้บริโภคต้องการให้องค์กรมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

•องค์กรชั้นนำเริ่มออกมากดดันให้องค์กรอื่นๆออกมาทำตามตนเองในเรื่องการนำองค์กรไปอยู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

•รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ความสำคัญกับปัญหานี้ โดยมีบทบาทในด้านการออกกฎหมายข้อบังคับทั้งในแง่ของบทลงโทษและการสนับสนุน

ผู้ที่มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ต้องการความเปลี่ยนแปลง

ทำไมผู้มีส่วนได้เสียถึงต้องการความเปลี่ยนแปลง? เหตุผลง่ายๆเลยก็คือเนื่องจากปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ และนั่นเป็นผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อทุกธุรกิจในการบริการจัดการ supply chain ของพวกเขา ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียหลักที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ได้แก่ นักลงทุน ผู้บริโภค บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน และรัฐบาล ในขณะที่ผู้คนเหล่านี้ต่างก็ต้องการให้องค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่เหตุผลของความต้องการดังกล่าวนั้น แตกต่างกันออกไป

นักลงทุน

คำว่า “ESG” กำลังมีบทบาทสำคัญยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน “ESG” ย่อมาจากสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นตัวชี้วัดเพื่อบ่งชี้ความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวขององค์กรและประสิทธิภาพทางการเงิน จากผลสำรวจของ EY “Global Institutional Investor Survey 2018” จากผู้มีอำนาจตัดสินใจอาวุโสของสถาบันลงทุนทั่วโลก 90% ของนักลงทุนสถาบันจะทบทวนการลงทุนหากบริษัทไม่พิจารณาเกณฑ์ ESG ใหม่ภายในรูปแบบธุรกิจของตน

“การระบาดใหญ่ที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโลกยุคโลกาภิวัตน์และคุณค่าของพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืน เราได้เห็นพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืนให้ประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งกว่าพอร์ตการลงทุนแบบเดิมในช่วงเวลานี้”

Larry Fink ผู้บริหารของ BlackRock บริษัทการลงทุนชั้นนำ กล่าว

ผู้บริโภค

แนวโน้มนี้ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าอนาคตของพวกเขาจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและเต็มใจที่เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของตน ผลการศึกษาของ Nielsen พบว่า 66% ของผู้บริโภคจะใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์หากมาจากแบรนด์ที่ยั่งยืน และ 81% ของผู้บริโภคทั่วโลกรู้สึกว่าบริษัทต่างๆ ควรช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่าตลาดโลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงและพร้อมที่จะเปิดรับโอกาสใหม่ๆ

บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

หลายปีที่ผ่านมา มีผู้บริหารจากบริษัทขนาดใหญ่มากมายได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาด้านการบริหารองค์กรไปในทิศทางที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแรงกดดันให้กับผู้บริหารองค์กรที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ต้องคิดพิจารณาและเร่งลงมือทำ เพื่อให้ทันกับกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้อีกปัจจัยนึงที่ช่วยขับเคลื่อนกระแสดังกล่าวคือ ความต้องการของบุคลากรภายในองค์กรเอง พนักงานเริ่มมองหางานที่ “มีความหมาย” ต่อพวกเขามากขึ้น สามารถเติมเต็มความต้องการและแชร์คุณค่าดังกล่าวกับองค์กรได้

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จนถึงปัจจุบัน ความสนใจขององค์กรในการจัดการอย่างยั่งยืนได้รับแรงผลักดันหลักจาก นักลงทุน ผู้บริโภค และตัวองค์กรเอง อย่างไรก็ตาม บทลงโทษของรัฐบาลสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม ก็ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆเช่นกัน สำหรับประเทศไทยแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการผลักดันและสนับสนุนองค์กรที่มาการนำ ESG มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดทำ Thailand Sustainability Investment (THSI) หรือ รายชื่อหุ้นยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีการบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนตามแนวทางของการลงทุนเพื่อสังคม โดยในปี 2563 มีบริษัทที่อยู่ในรายชื่อ THIS ทั้งหมด 124 บริษัทด้วยกัน และ SCG ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าวมาต่อเนื่องทุกปี

โดยสรุป ผู้คนต่างก็ต้องการให้องค์กรก้าวไปสู่ความยั่งยืนที่มากขึ้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละคนต่างมีเหตุผลที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของตนเอง นั่นคือเหตุผลที่องค์กรจำเป็นต้องเริ่มพิจารณาและดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง