< ย้อนกลับ

มูลค่าทางการเงินของการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่: 9 สิงหาคม 2021 (ความยาว: 5 นาที)

สรุป

•ในมุมมองทางด้านการเงิน ความยั่งยืนสามารถส่งผลกระทบในทางบวกต่อตัวเลขกำไรขาดทุนขององค์กร โดยจะมีผลกระทบในสองทางได้แก่ ต้นทุนทางการเงิน และผลประกอบการ

•องค์กรที่มี ESG ที่แข็งแกร่ง จะสามารถได้ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าทั้งต้นทุนหนี้ (Cost of Debt) และต้นทุนของผู้ถือหุ้น (Cost of Equity) ทั้งนี้เนื่องจาก ESG มีส่วนช่วยองค์กรในการลดความเสี่ยงในมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อตัวองค์กร โดยเฉพาะบรรษัทภิบาล (Governance)

•องค์กรที่ยึดมั่นในหลักความยั่งยืนคาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าสำหรับนักลงทุน เนื่องจากมีโอกาสเติบโตได้อย่างไม่จำกัดจากการที่องค์กรสามารถก้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและตลาดใหม่ๆได้

วัตถุประสงค์ของบทความนี้จะเป็นการนำเสนอวิจัยบางส่วนที่สนับสนุนความคิดของว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ในความเป็นจริงแล้วมีการทำศึกษาวิจัยเกี่ยวกับหัวข้อนี้อย่างแพร่หลายในหลายปีที่ผ่านมา แต่เราจะหยิบยกเพียงบางผลงานในบทความนี้

เมื่อพูดถึงความสามารถในการทำกำไร โดยปกติเราจะพิจารณาในสองด้าน ได้แก่ ต้นทุนและผลประกอบการ


ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital)

ต้นทุนของเงินทุนของบริษัทสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองความเสี่ยงที่นักลงทุนมีต่อองค์กร หากบริษัทมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจะเรียกร้องผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น และนั่นคือภาระต้นทุนทางการเงินที่บริษัทต้องแบกรับ แล้วความยั่งยืนจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร? นี่คือคำตอบ หนึ่งในคุณค่าที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถมอบให้แก่องค์กรได้คือ “การลดความเสี่ยง” เมื่อนักลงทุนประเมินความเสี่ยงของบริษัท ปัจจัยที่พวกเขามักจะคำนึงถึงคือห่วงโซ่อุปทานของบริษัท (Supply Chain) ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนสามารถลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากบุคคลภายนอกได้ เช่น ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ผู้ขนส่ง หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่นโรคระบาด ภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ระดับโลกอื่นๆ อีกปัจจัยหนึ่งคือการกำกับดูแลกิจการ ยิ่งบริษัทมีความโปร่งใสมากเท่าใด นักลงทุนก็จะยิ่งมองว่าบริษัทมีความเสี่ยงน้อยลงเท่านั้น

Deutsche Bank ซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำระดับโลกได้ดำเนินการศึกษา1 เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยการรวบรวมการศึกษาเชิงวิชาการมากกว่า 100 รายการและเอกสารเกี่ยวกับการลงทุนอย่างยั่งยืนทั่วโลก บทสรุปของการศึกษาพบว่า 100% เห็นด้วยว่าบริษัทที่มีการจัดอันดับสูงในแง่ของ CSR และ ESG จะมีต้นทุนเงินทุนที่ต่ำกว่า โดยปัจจัยด้านธรรมาภิบาล(G) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ตามด้วยสิ่งแวดล้อม (E) และปัจจัยทางสังคม(S) ตามลำดับ

ผลประกอบการทางการเงิน

บริษัทที่ยึดมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืนกำลังได้รับความได้เปรียบทางการแข่งขันในทางธุรกิจ เนื่องจากความยั่งยืนเป็นแนวทางที่ช่วยให้บริษัทปรับตัวเข้ากับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโต และช่วยให้บริษัทก้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและตลาดใหม่ๆได้ ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ไม่กี่ปีให้หลังมานี้ ก็ได้เริ่มพัฒนาเทคโนโลยี EV และไฮโดรเจน และด้วยเหตุนี้ที่จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากการที่องค์กรเป็น “First Mover” เช่นการที่ Tesla กลายเป็น บริษัท ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกในเวลาเพียง 17 ปี เราสามารถเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนสามารถช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์มหาศาลได้อย่างไร

งานวิจัย2 โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก Harvard และ London Business School แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพทางการเงินได้จริง โดยพวกเขาได้ทำการทดสอบบริษัทสองกลุ่ม กลุ่มละ 90 บริษัท โดยบริษัทเหล่านี้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ขนาดใกล้เคียงกัน โครงสร้างทางการเงินคล้ายกัน ประสิทธิภาพการดำเนินงานและโอกาสในการเติบโตก็คล้ายกัต ความแตกต่างอย่างเดียวคือการลงทุนในการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากการคำนวณของนักวิจัยพบว่า หากเราลงทุน 1 ดอลลาร์ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่มีความยั่งยืนสูงในช่วงต้นปี 2536 จะเพิ่มขึ้นเป็น 22.60 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2553 ในขณะที่พอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่มีความยั่งยืนต่ำจะมีมูลค่า 15.40 ดอลลาร์ นอกจากนี้ บริษัทที่มีความยั่งยืนมากกว่ายังมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์และผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่สูงกว่าอีกด้วย

โดยสรุป เราจะเห็นว่าความยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรเป็นสิ่งที่สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ การพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถช่วยให้บริษัทลดต้นทุนทางการเงินของพวกเขาโดยกาลดความเสี่ยง และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรจากโอกาสในการเติบโตในตลาดใหม่ๆและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล


แหล่งที่มา

1  Mark Fulton, “Sustainable Investing: Establishing Long-Term Value and Performance”, June 2012, Deutsche Bank Group

2 Robert G. Eccles, Ioannis Ioannou, and George Serafeim, “The impact of a corporate culture of sustainability on corporate behavior and performance,” Harvard Business School working paper, HBS Working Knowledge, Number 12-035, November 2011, hbs.edu.