< ย้อนกลับ

SCG International เผย 3 กลยุทธ์ สู่ผู้นำพันธมิตรการค้าครบวงจรระดับโลก

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565, บริษัทเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SCG International) นำทีมโดยคุณอบิจิต ดัดต้า กรรมการผู้จัดการ จัดงาน SCG International Press Conference 2022 ร่วมเผย 3 กลยุทธ์ก้าวสู่ผู้นำพันธมิตรการค้าครบวงจรระดับโลก เดินหน้าปั้นโมเดล The Dubai Hub เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ปูพรมเจาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ศักยภาพสูงอย่าง “SAMEA” (กลุ่มประเทศเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) พร้อมเปิดตัวโมเดลธุรกิจเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างประเทศทั้งแบบออฟไลน์-ออนไลน์ ก้าวสู่การเป็นคู่คิดธุรกิจผ่านโซลูชั่นทางการค้าครบวงจรแก่คู่ค้า-ผู้ประกอบการ รุกเพิ่มฐานลูกค้า SMEs อุดช่องโหว่ธุรกิจ ตอบโจทย์เหนือระดับด้วยบริการไฟแนนซ์ การจัดจำหน่ายสินค้า ด้วย E-Marketplace

คุณอบิจิต ดัตต้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า จากวิกฤตการณ์โลกในปี 2022 รวมถึงภาวะสงครามและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์คาดไม่ถึงและคาดเดาไม่ได้ ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกเผชิญหน้ากับวิกฤตการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบผันผวน SCG International ร่วมฝ่าดิสรัปชั่นนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์และครอบคลุมการทำธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมเปิดโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ผนึกกำลังพันธมิตรทางการค้า ไม่เพียงเป็นตัวกลางในการจัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ แต่ยังมีบทบาทการเป็นผู้นำพันธมิตรการค้าครบวงจรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ ผ่าน 3 กลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และธุรกิจ SMEs ได้แก่ โซลูชั่นบริหารจัดการสินค้าและวัตถุดิบให้ลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Supply Chain Solutions), ธุรกิจสีเขียว (Green Business) และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าถึงกลุ่ม B2B ในตลาดอาเซียน (B2B ASEAN E-Marketplace)  ภายใต้พันธกิจในการเป็นผู้นำพันธมิตรการค้าครบวงจรระดับโลก (TRUSTED INTERNATIONAL SUPPLY CHAIN PARTNER)

“SCG International มีความสมบูรณ์แบบในการจัดหาโซลูชั่นที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Solutions) และโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ (โซลูชั่น Efficient Solutions) ด้วยความพร้อมในหลายมิติ เราจึงมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตโดยขยายธุรกิจสู่ตลาดที่จะเป็นเมกะเทรนด์ของโลก อาทิ SAMEA ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางอย่างกลุ่ม GCC ความร่วมมืออ่าวอาหรับที่เจาะกลุ่ม 6 ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์และบาห์เรน รวมถึงประเทศในแอฟริกา ซึ่งโดยเฉพาะกลุ่ม SAMEA นั้น มีอันดับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีประชากรรวมกันมากกว่า 45% ทั่วโลก เราตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 6% ในระยะยาว โดยมียอดขาย 54,000 ล้านบาท ในปี 2565 มีเป้าหมายเป็นผู้นำพันธมิตรการค้าครบวงจรระดับโลก”

ทั้งนี้ 3 กลยุทธ์การเติบโตที่มาขับเคลื่อน SCG International ไปสู่ความเป็นผู้นำพันธมิตรการค้าครบโซลูชั่นระดับโลก (Trusted International Supply Chain Partner) ได้แก่

  1. โซลูชั่นบริหารจัดการสินค้าและวัตถุดิบให้ลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Supply Chain Solutions)

SCG International มีความสมบูรณ์แบบในการจัดหาโซลูชั่นที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Solutions) และโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Solutions) เพื่อนำเสนอบริการ Supply Chain ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือธุรกิจ SMEs ทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การสร้าง Eco System อันแข็งแกร่งของ Supply Chain ทั้งในและต่างประเทศจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายการค้ากว่า 21 สาขาทั่วโลก ประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 40 ปี และมีมาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์มของตัวเอง โดยเฉพาะระบบสนับสนุนด้านการเงิน ที่จะช่วยสร้างกระแสเงินสด ปิดช่องว่างทางการเงินและเพิ่มปริมาณซัพพลายได้ต่อเนื่อง ทำให้ SCG International มีศักยภาพในการมอบโซลูชั่นครบวงจรให้กับผู้ประกอบการตลอดทั้ง Supply Chain แม้ว่าโลกจะเผชิญวิกฤติดิสรัปชั่น (Supply Chain Disruption)

“เรากำลังสร้าง The Dubai Hub เพื่อเป็นศูนย์กลางบริหารสินค้าในกรุงดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่จะช่วยลดระยะเวลาการขนส่งและต้นทุนสินค้าในการค้าขายในกลุ่ม SAMEA อีกทั้งเรามองว่าดูไบเป็นเมืองที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อไปยังสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลกด้วย โดยล่าสุดการสานสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาระเบียและไทย จะเป็นการเปิดโอกาสที่ดีให้กับขยายเครือข่ายธุรกิจมากยิ่งขึ้น”

2. ธุรกิจสีเขียว (Green Business)

มุ่งเน้นการขยายสินค้าและบริการในกลุ่มธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วย Smart Clean Mobility โซลูชั่นบริการครบวงจรสำหรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รวมบริการต่างๆ เพื่อช่วยจัดการค่าใช้จ่ายและความคล่องตัวของผู้ใช้ระดับองค์กรทุกประเภทสำหรับลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการ ไปจนถึงโซลูชั่นจัดหาเพื่อธุรกิจโซลาร์ เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นผู้นำการนำเข้าสินค้าและบริการเกี่ยวกับธุรกิจโซลาร์ โดยศักยภาพธุรกิจโซลาร์ของ SCG International เป็นไปในลักษณะ Volume Consolidation เนื่องจากมีการรุกตลาดธุรกิจโซลาร์ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ

“การพัฒนาโมเดลธุรกิจ Smart Clean Mobility ของ SCG International เป็นไปในลักษณะใช้ Demand Driven จากจำนวนการใช้รถไฟฟ้าของทั้งเครือ SCG มีอยู่ประมาณ 14,500 คัน ครอบคลุมการใช้รถหลากหลายประเภท (Applications) ด้วยปริมาณการใช้งานจำนวนมากจะก่อให้เกิดการพัฒนา Charging Station ที่มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการขยายธุรกิจ”

นอกจากโมเดลธุรกิจ EV แล้ว SCG International ยังพร้อมขยายโซลูชั่นการจัดหาและบริการไปยังธุรกิจแผงโซล่าเซลล์ หรือที่เรียกว่า BIPV (Building Integrated Photovoltaics) ครอบคลุมตั้งแต่แผงโซลาร์, ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (ESS- Energy storage) ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืนและแสวงหาพลังงานทางเลือกแบบครบวงจร

“SCG International ต้องการสร้าง Eco System Leader ที่เน้นการเชื่อมเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชษยในเรื่อง EV มากกว่าโดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในเรื่องการซ่อมบำรุงและพันธมิตรด้านการเงิน”    

3.แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าถึงกลุ่ม B2B ในตลาดอาเซียน (B2B ASEAN E-Marketplace)

SCG International ช่วยให้คู่ค้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ผ่าน B2B ASEAN E-Marketplace ซึ่งดำเนินการโดย SCG International ด้วยแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกให้เจ้าของ SMEs ดำเนินธุรกิจแบบ B2B ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกลุ่มผู้ซื้อและผู้ขายที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าด้านการเกษตรและสินค้ายานยนต์ โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน

ด้าน มร. อัลวิน แอนทัน คาร์ลอส ออง หัวหน้ากลุ่มธุรกิจ e-Commerce และ Supply Chain ระหว่างประเทศ ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ B2B ASEAN E-Marketplace กล่าวว่า BIG Thailand เป็น B2B E-Marketplace ภายใต้การบริหารของ SCG International เป็นพื้นที่เชื่อมโยงธุรกิจอันทรงพลัง ระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายที่มีศักยภาพ เป็นแพลตฟอร์มรวมสินค้ายานยนต์และการเกษตรที่ให้บริการเต็มรูปแบบครอบคลุมทุกฟังก์ชั่น รวมไปถึงบริการด้านการเงินจากพันธมิตร (Financial Solution) และระบบการจัดการที่เชื่อถือได้

“ความแข็งแกร่งของ BIG Thailand คือการร่วมกับพันธมิตรด้านการเงิน & โลจิสติกส์ & การตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านยานยนต์และการเกษตร ไม่เพียงเชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อขยายฐานการตลาด แต่ยังช่วยจบปัญหาต้นทุนการขนส่ง แก้ปัญหาระบบธุรกรรมและระบบการรับ-จ่ายค่าสินค้าที่ยุ่งยาก”

ปัจจุบัน BIG Thailand มีบัญชีผู้ซื้อกว่า 30,000 ราย มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 20,000 บาทต่อคำสั่งซื้อ มีจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์เติบโตขึ้น 55% นับจากปี 2563-2564 ด้านผู้ขายมีมากกว่า 500 ราย ในขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อมีการเติบโตสูงขึ้นมากถึง 2,000% ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยมีหมวดหมู่สินค้ามากกว่า 13 ประเภท อาทิ กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า, เกษตรกรรม, ผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์, กลุ่มน้ำมันเครื่องและของเหลว, กลุ่มยางและล้อ โดย BIG Thailand มีอัตราการเติบโตล่าสุด คิดเป็น 30%

ในอนาคต BIG Thailand มีแผนจะขยายฐานใหม่ๆ ไปพร้อมกับสร้างแพลตฟอร์มในแต่ละประเทศอาเซียนเพื่อเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายระดับภูมิภาค ภายใน 3 ปี จะขยายไปยังฟิลิปปินส์, เวียดนาม และมีเป้าหมายสูงสุด คือ การเจาะเข้าสู่ตลาดใหม่ในอาเซียน ไปสู่การเป็นศูนย์จำหน่ายระดับภูมิภาค

***2019